ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดเสวนาระดมความคิดเชิงกลยุทธ์ผู้บริหารระดับสูง ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 รับมือความท้าทายด้านพลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electricผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ร่วมกับ IEEE PES Thailand จัดเสวนาโต๊ะกลมในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 เพื่อหาทางออกสอดรับความท้าทายเป้าหมาย Net Zero 2050

C-Level Roundtable 2025 ครั้งนี้ จัดขึ้นภายในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำด้านพลังงาน ด้านเทคโนโลยี รวมถึงหน่วยงานจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์  ภายใต้หัวข้อ “Powering the Cabon-Neutral Future” เพื่อหาแนวทางในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานและเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 การเสวนาเริ่มด้วยมุมมองด้านความท้าทายที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานของไทย ซึ่งเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 จากการเข้าร่วมการประชุมประเทศภาคี (Conference of the Parties : COP) ครั้งที่ 30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิลที่ผ่านมา การปรับกระบวนทัศน์ในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของนโยบายภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมือและร่วมผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวไปด้วยกัน

ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 

 รศ.ดร.สมพร ศิริสำราญนุกุล ประธานฝ่ายโปรแกรม IEEE PES GTD จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก องค์กรต่างๆ กำลังก้าวข้ามความทะเยอทะยานด้วยการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) ให้เป็นการลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนจากการเป็นผู้บริโภคพลังงานที่รอรับเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้มีส่วนร่วมในระบบพลังงานอย่างจริงจัง เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์และกลไกการซื้อขายพลังงานอัจฉริยะ มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่คาร์บอนเป็นกลาง

นโยบายทิศทางระดับชาติที่นี้ได้กระตุ้นให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนระหว่างผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และผู้บริโภคในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการหารือในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางที่นำไปใช้ได้จริงและขยายผลได้เพื่อมุ่งสู่การลดคาร์บอน (decarbonization)


 ดร.สมชาย ทรงศิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม (วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยประมาณ 20 ล้านรายที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายแรงดันต่ำของ PEA ละมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 200 หน่วยต่อเดือน ทำให้ศักยภาพในเชิงทฤษฎีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Rooftop solar) นั้นมหาศาล หากมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพียงครัวเรือนละ กิโลวัตต์ ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ได้สูงถึง 40 กิกะวัตต์ หรือประมาณ 20% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ทั้งนี้เทคโนโลยีมีพร้อมอยู่แล้ว หากมีการลงทุนที่เพียงพอ ซี่งสามารถจัดหาเทคโนโลยีใดก็ได้ตามต้องการ แต่ความท้าทายที่แท้จริงในประเทศนี้คือ การขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องของระเบียบข้อบังคับและนโยบาย ยกตัวอย่างปัจจุบัน นโยบายการห้ามจ่ายไฟคืนเข้าระบบ (Zero-export policy) ซึ่งไม่อนุญาตให้ครัวเรือนส่งพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปิดรับพลังงานหมุนเวียน ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า แต่ในทางกลับกัน กลับทำให้เกิดการจำกัดการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย


ขณะที่พิศณุ ตันติถาวร รองผู้ว่าการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กรและความยั่งยืน การไฟฟ้านครหลวง (MEA) กล่าวว่า MEA กำลังดำเนินการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meters), ระบบตรวจสอบหม้อแปลง และเซนเซอร์ IoT เพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green equipment) มีต้นทุนที่สูงกว่าอุปกรณ์รูปแบบเดิมถึง 50%

ด้านวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ EGAT กล่าวว่า การบูรณาการพลังงานหมุนเวียนถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในลำดับแรก ตามมาด้วยเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR), ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีโครงการนำร่องเกิดขึ้นแล้วทั่วโลก แต่ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่ SMR ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับการนำไปใช้งานจริงอย่างแพร่หลายได้มากที่สุด

เปลี่ยนผ่านพลังงาน สู่ Cabon-Neutral ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

มงคล ตั้งศิริวิช ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญ การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาให้เกิดความทันสมัยในการบริหารจัดการพลังงาน จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ ควรเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้งสองส่วนคือความต้องการของตลาดและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีโซลูชั่นรองรับความต้องการเหล่านี้เพื่อให้เกิดความสมดุล

โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตั้งเป้าหมายการสร้างรายได้จากกลุ่มธุรกิจที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Impact Revenue) ให้ได้ถึง 80% ของรายได้รวมทั้งหมด การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในการดำเนินงาน (Scope 1 & 2) ภายในสิ้นปี 2025 และที่สำคัญคือโครงการ Supplier Decarbonization Program ที่ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ 1,000 รายชั้นนำทั่วโลก เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการของพวกเขาลง 50% ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้แล้วถึง 53%

 

ดาเรน กง หัวหน้าสายงานซอฟต์แวร์และสถาปนิกโซลูชั่น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า ความท้าทาย 2 เรื่อง อาจเป็นอุปสรรคในการยอมรับพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างดีมานด์และซัพพลายของพลังงานหมุนเวียน เมื่อความต้องการคงที่แต่กำลังการผลิตไม่แน่นอน และการสูญเสียพลังงานในการแปลงรูปแบบพลังงาน

"การประยุกต์ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น พลังงานจะถูกเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงาน ซึ่งท้ายที่สุดทำให้การผลิตมีต้นทุนสูง"

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) นโยบายภาครัฐ (Policy) และ กลไกตลาด (Market)

"ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราได้ก้าวหน้าจากระบบไฟฟ้า สู่ระบบอัตโนมัติ สู่ระบบดิจิทัล และตอนนี้สู่ปัญญาประดิษฐ์ทางอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีมักเคลื่อนไปในทิศทางเดียวเสมอ"

ในขณะที่นโยบายอาจเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลและตลาดอาจผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่เทคโนโลยีเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่มีทิศทางการพัฒนาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับการลงทุนและวางแผนสู่อนาคตนวัตกรรมพลังงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนี้ ด้วยการรวมการออกแบบระบบไฟฟ้าตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนแรกเริ่ม บริษัทได้แสดงให้เห็นถึงการลดรายจ่ายการลงทุนลงอย่างมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงโรงงานผลิตแอมโมเนียสีเขียวขนาด 1.5 กิกะวัตต์ในจีน  

แนนซี่ ลิน รองประธาน Commercial Power Systems ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า ถ้าให้ความสำคัญเรื่องการปล่อยคาร์บอน ก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพของการใช้ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำฟีเจอร์ AI มาใช้ เป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อกำกับดูแล ตรวจสอบและควบคุม ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริคกำลังขับเคลื่อนและสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้การนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยแนวคิด Electricity 4.0

บิลาล อารีฟ ผู้นำด้านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ระดับโลก สำหรับสวิตช์เกียร์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริคกำลังจัดการกับความท้าทายในภาคสาธารณูปโภค ผ่านการบริหารจัดการสินทรัพย์ทางไฟฟ้าเชิงรุก การติดตั้งเซนเซอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบสภาวะและอุปกรณ์ที่รองรับ IoT ซึ่งใช้อัลกอริทึมฐาน AI เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมของอุปกรณ์และปรับการดำเนินงานให้เหมาะสมที่สุด

ความมุ่งมั่นของบริษัทต่ออุปกรณ์ SF-free สะท้อนถึงอีกมิติหนึ่งของการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปลี่ยนผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์สวิตช์เกียร์ฉนวนก๊าซทั้งหมดสำหรับการใช้งานแรงดันไฟฟ้าปานกลาง ไปสู่ทางเลือกที่ SF-free โดยใช้เทคโนโลยีอากาศสะอาด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์ทั้งข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในขณะที่บริหารจัดการต้นทุนผ่านแนวทางวิศวกรรมเชิงนวัตกรรมความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับมือ

วุฒิกร อนุศาสน์อมรกุล ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมและกลยุทธ์ธุรกิจพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความท้าทายแบบคู่ขนานของประเทศไทย ในการบริหารจัดการทั้งความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน โดยปตท.มองว่า แม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นอนาคต แต่ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด จึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญอย่างโครงการนำร่องดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่แหล่งอาทิตย์ (Carbon Capture and Storage - CCS)  ได้บรรจุไว้ในเป้าหมายการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ (Nationally Determined Contributions - NDC) ฉบับปรับปรุงใหม่แล้ว

 

ชาญวุฒิ ลิ้มพิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการพลังงาน บริษัท อีโค่ แพลนท์ เซอร์วิส จำกัด ในเครือเอสซีจี (SCG) กล่าวว่า บทบาทของพลังงานชีวมวล (Biomass) ในพอร์ตโฟลิโอของอุตสาหกรรมถือว่าเป็นพลังงานทดแทนที่มีข้อได้เปรียบในการให้พลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีข้อจำกัดเรื่องความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางที่ยังคงมีข้อจำกัดด้านอุปทาน ขณะที่ภาคเหนือและภาคใต้มีโอกาสนำพลังงานเหล่านี้มาใช้ได้ดีกว่า

Mr.Tanapong Ittisakulchai-NTT DATA.jpg

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นทีที เดต้า ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว กล่าวว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในปัจจุบัน พร้อมไปกับการรอคอยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ในระยะยาว

ทั้งนี้ NTT DATA การประกาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ไม่ได้เป็นเพียงคำมั่นสัญญา - แต่เป็นวิถีการดำเนินงานของเรา เรามุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในการดำเนินงานของเราเองภายในปี 2030 และ across our entire value chain ภายในปี 2040 ด้วยกลยุทธ์หลักจะมีการนำระบบทำความเย็นขั้นสูง (Advanced Cooling Systems) และเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงานให้ลดลง พร้อมกับยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น

รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวสรุปการอภิปรายครั้งนี้ว่า ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ความกังวลด้านความมั่นคง ความคุ้มค่าด้านต้นทุน นโยบายของรัฐบาลและพลวัตของตลาด โดยกรณีศึกษาจากการใช้งานจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำเสนอ ได้สะท้อนถึงเส้นทางในการเดินหน้าสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย

โดยสาระสำคัญจากงาน IEEE PES GTD Asia 2025 นั้นชัดเจนว่า การเดินทางของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง การวิวัฒนาการของกฎระเบียบ และความมุ่งมั่นอย่างยั่งยืนต่อทั้งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการยึดถือความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจตามหลักปฏิบัติ

 

ด้วยกิจกรรมอย่างการเสวนาโต๊ะกลมในครั้งนี้ที่ส่งเสริมการหารือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโลกเท่านั้น แต่ในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ  และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง https://www.se.com/th/th/

Visitors: 3,211,235