สิวารมณ์ “SVR” เปิดเทรดวันแรกคึก พุ่งทะยาน 48.18% แตะ 3.26 บาท ตอกย้ำการเป็นหุ้น High Growth - High Return พร้อมก้าวสู่ผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Premium Economy รายแรก

บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท “SVR” เทรดวันแรกคึกคัก ราคาเปิดซื้อขายวันแรก (8 ก.พ.66)ในตลาดหลักทรัพย์ mai หมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ระดับ 3.26 บาท เพิ่มขึ้น 1.06 บาท หรือ 48.18 % จากราคาไอพีโอที่ 2.20 บาท ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน ที่มีต่อบริษัทฯ โดยเฉพาะศักยภาพในการพัฒนาโครงการใหม่ๆให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพร้อมก้าวสู่การเติบโตในระดับ High Growth (หุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง) High Return (หุ้นที่มีผลตอบแทนสูง) ได้อย่างมั่นคงยั่งยืน สู่การเป็นผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Premium Economy เป็นรายแรก 

นายรณฤทธิ์ ฐิติสุริยารักษ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินอาวุโส บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “SVR” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม เปิดเผยว่า สำหรับราคาหุ้น SVR ที่เปิดทำการซื้อขายในวันแรกคึกคัก เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน จนส่งผลให้ราคาหุ้นสามารถยืนเหนือที่ระดับ 3.26 บาท จากราคาIPO 2.20 บาท ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯวางแผนจัดหาที่ดินที่มีศัยกภาพในการพัฒนาโครงการใหม่ๆให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพร้อมการสู่การเติบโตในระดับ High Growth (หุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง) High Return (หุ้นที่มีผลตอบแทนสูง) ได้อย่างมั่นคงยั่งยืน สู่การเป็นผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Premium Economy เป็นรายแรก   

          “ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับหุ้น SVR อย่างอบอุ่น โดยหลังจากนี้ทีมคณะผู้บริหารและพนักงานบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการให้มั่นคง    และยั่นยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทฯเตรียมนำเงินที่ได้จากการระดมทุน จำนวน 286 ล้านบาท ไปซื้อที่ดิน สำหรับรองรับแผนเปิดตัวโครงการใหม่ ในอนาคต และการนำไปชำระเงินกู้ระยะสั้น รวมถึงนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ”

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี2566 บริษัทฯมีแผนขยายการพัฒนาโครงการเข้ามาในพื้นที่ใกล้โซน CBD ของกรุงเทพมากขึ้น จากเดิมที่พัฒนาโครงการในโซนพื้นที่ชาญเมืองเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตสินค้า อีกทั้งต้องการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยทุกโครงการที่จะพัฒนาใหม่ๆในอนาคต จะเป็นการรองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง  (Real Demand) ทั้งนี้ บริษัทฯตั้งเป้าอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 6 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 2,996 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 1 โครงการ รวมมูลค่า 686 ล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มโอนและรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2566

โดยบริษัทฯมีจุดแข็ง คือ 1.พัฒนาโครงการที่หมุนรอบเร็ว หรือ Quick turnover : วิเคราะห์ทำเลตั้งแต่การเลือกซื้อที่ดิน พร้อมวางแผนในการซื้อที่ดินต่อโครงการไม่เกิน 50 ไร่ ทำให้สามารถกระจายการพัฒนาโครงการได้ ในหลากหลายพื้นที่ ซึ่งมีความเหมาะสมกับความต้องการและไม่เกิดอุปทานส่วนเกิน ส่งผลให้โครงการของ “SVR” สามารถขายได้หมดภายใน 1 ถึง 3 ปี ทำให้บริษัทฯสามารถหมุนรอบในการทำการขายได้เร็ว

 2. ก่อสร้างเร็ว - ขายเร็ว - ส่งมอบเร็ว : การก่อสร้างด้วยระบบ Precast (พรีคาสท์) เพื่อลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ทำให้ลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ นอกจากนี้ บริษัทฯมีอำนาจในการต่อรองราคาวัสดุก่อสร้าง จาก Suppliers (ซัพพลายเออร์) ส่งผลให้บริษัทฯมีอัตราการทำกำไรที่ดี

3.“ความคุ้มค่า”แบบPremium Economy : บริษัทฯสร้างบ้านแบบ Premium Economy  ให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความคุ้มค่าของบ้านในระดับพรีเมียม บนพื้นฐานของราคาบ้านที่ประหยัดในระดับราคา 1-7 ล้านบาท โดยกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง  (Real Demand) และตอบโจทย์ทุก Lifestyle ทุก Generation ได้อย่างลงตัว      

          นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินว่า ขอแสดงความยินดีกับ SVR ที่เข้าทำการซื้อขายในวันนี้ โดยราคาหุ้นสามารถยืนเหนือระดับราคาจอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท สำหรับแผนต่อยอดหลังการระดมทุนจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในอนาคตให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่า SVR เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ แต่หากพิจารณาจากทีมผู้บริหารแล้วจะเห็นได้ว่า มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาดที่อยู่อาศัยกว่า 30 ปี โดย SVR มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ในระดับราคา 1-7 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นกลุ่ม Real Demand เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่อาศัยแบบPremium Economy (ความคุ้มค่า) ภายใต้แนวคิด Best Smart Living” ประกอบด้วย

 1.) Smart Location เน้นทำเลที่ตั้ง เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และใกล้รถไฟฟ้า 2.) Smart Function เน้นการออกแบบพื้นที่ใช้สอยคุ้มค่าและลงตัว 3.) Smart Value ราคาที่คุ้มค่าเข้าถึงได้ และ 4.) Smart Home เน้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ Lifestyle ทุก Generation ดังนั้นจึงมองว่าหุ้น SVR สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี    

ด้านนายกิตติพันธ์ ภูษณวรรณ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ในฐานะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม ( Joint Lead Underwriter ) บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท กล่าวว่า SVR เป็นหุ้นที่จะเติบโตสู่ระดับ High Growth อย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงต่ำ โดยบริษัทมีนโยบายบริหารจัดการอัตราหนี้สินต่อทุน ภายหลัง IPO ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 : 1 เท่า หนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับด้วยกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ ภายใต้การบริหารจัดการต้นทุน การสร้างบ้านที่มีความคุ้มค่า ให้กับลูกค้า และความสามารถรับรู้รายได้จากการโอนได้อย่างรวดเร็ว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวันนี้     

ขณะที่นายธีรศักดิ์ ทวีปิยมาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมในฐานะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม (Joint Lead Underwriter) ว่า การเข้าทำการซื้อขายของ SVR วันแรก ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก  เพราะด้วยพื้นฐานที่ดีประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโต SVR ในอนาคต ที่จะเติบโตสู่ระดับ High Growth อย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นจึงมองว่าSVR เป็นหุ้นน้องใหม่ที่จับตา

Visitors: 1,140,265